posted on 19 Jun 2008 00:23 by jingjing-zhen
โครงการ LDP (Leadership Development Program) จัดขึ้นโดยบริษัท C.P. All ที่ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา การไปที่นั่นทำให้ได้เพื่อนที่หลากหลายมหาวิทยาลัย แต่ละคนมี character เป็นของตัวเอง มีคนชอบเล่นกีตาร์ ชอบถึงขนาดว่าเวลาเข้าฐานแบบเลอะๆ ก็ยังต้องพกมันไปด้วย ซึ่งเจ้ากีตาร์นี่แหละ ที่ภายหลังทำให้พวกเราได้เพลงประจำรุ่นที่ทุกคนช่วยกันแต่งและก็ร้องตอนวันปิดงาน แต่ที่เด่นคือ
คนที่มาค่ายนี้ทุกคนสนิทกันเร็วมาก
เป็นประมาณพวกมีความคิดเป็นของตัวเอง กล้าแสดงความเห็น
ซึ่งต่างจากในห้องเรียน ทุกคนเป็นพวกความคิดสร้างสรรค์บรรเจิด แบบโยนอะไรไปกลางวงหนึ่งอย่าง มันก็จะมีการเพิ่มไอเดียเข้าไปเรื่อยๆ โยนกันเข้าไปจนเป็นรูปเป็นร่าง ทุกคนคิดเร็ว
ทำเร็ว (ทำให้เวลากลับมาที่มหาลัยพอคุยกับเพื่อนแล้วเหมือนมันไม่ค่อยทันใจ ประมาณว่าช้าจัง )
ยกตัวอย่างเช่น เค้ามีกิจกรรม
ให้แต่ละกลุ่มมาจับฉลาก ก็มีหัวข้อประมาณว่า เซเว่นในฝันของคุณเป็นอย่างไร หรือ เซเว่นกับความรับผิดชอบต่อสังคม และอีกหลายหัวข้อมากมาย วันหนึ่งเปลี่ยนกลุ่มหลายรอบมาก แบบไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ครึ่งวันก็จำชื่อเพื่อนได้ครบหมดเลย
จากนั้นก็ให้ทำ Presentation กลุ่มละ 5 คน 5 นาที ซึ่งในระหว่างวันก็มีกิจกรรมตลอดเวลา เท่าที่เรารู้สึกนะ เหมือนเป็นการมาเผยแพร่วัฒนธรรมองค์กรอะไรประมาณเนี๊ยะ
นอกจากกิจกรรมแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้ของที่นี่เลยก็คือ โกะ (หมากล้อม) สงสัยจัง ว่าเค้าเล่นกันเป็นทั้งองค์กรเลยรึเปล่าน้า
ในวันสุดท้ายก็มีการนำบุคคลากรของซีพีนี่แหละ แต่เค้าอยู่ตำแหน่งเลขาฯ ของผู้บริหารระดับสูง ซึ่งตอนเราประถมเราเคยอยากเป็นนะตำแหน่งเนี๊ยะ เพราะเราชอบจด เจออะไรก็จดจดจด แต่พี่เค้าเล่าให้ฟังว่า งานเลขาฯไม่เหมือนกับงาน Massenger เราต้องพยายามคิดแทนนายไปก่อน 1 step ไม่ใช่รับงานมาแล้วส่งให้นายเลย ต้องมีความรอบคอบ ต้องรักษาหน้านาย และเป็นคนที่จดจำรายละเอียดเล็กๆน้อยๆได้ดี นี่แหละงานของตำแหน่งเลขาฯ ถ้าใครอยากเป็นก็น่าจะมีคุณสมบัติเบื้องต้นพวกนี้
edit @ 19 Jun 2008 01:15:21 by jingjing
posted on 19 Jun 2008 00:20 by jingjing-zhen
เตาเผาถ่านเอนกประสงค์ ของโครงการเยาวชนพอดี
โรงเรียนพอเพียง จัดขึ้นโดย บริษัท ชินคอร์ปปอเรชั่น
โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยศรีปทุมและมหาวิทยาลัยมหิดล
โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรมของในหลวง
มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับโรงเรียนและชุมชน
โรงเรียนที่เราเข้าไปทำโครงการแห่งนี้ชื่อว่า โรงเรียนบ้านหนองไผ่
จังหวัดนครสวรรค์ เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนประมาณ 200 คน
โรงเรียนแห่งนี้มีการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในโรงเรียนนั่นก็คือ
มีการสอนให้เด็กๆทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ ภายในโรงเรียน
เพื่อที่นักเรียนจะได้มีอาชีพ สามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต
จากการที่ทีมค่ายได้ไปสำรวจพื้นที่ของโรงเรียนแห่งนี้
สิ่งที่พวกเราทั้งสองมหาวิทยาลัยเห็นพ้องต้องกันคือ
ทีมค่ายของเราจะช่วยกันพัฒนาเตาเผาถ่านผลไม้ ที่สามารถผลิตถ่านผลไม้ดับกลิ่น
และเตาเผาน้ำส้มควันไม้ ที่มีประโยชน์ในด้านการเกษตรและด้านปศุสัตว์
ซึ่งแต่เดิมเป็นคนละเตากันให้กลายเป็นเตาตัวเดียวกัน
โดยการคิดแบบนี้จะต้องสามารถตอบโจทย์ของความยั่งยืนและความพอเพียงด้วย
ซึ่ง ณ. ตอนนั้นเองก็ยังไม่มีใครคิดออกว่าจะออกมาเป็นรูปแบบไหน
ดังนั้นแล้ว
การทำงานของทีมค่ายจึงต้องมีการประชุมวางแผนร่วมกัน
ซึ่งต่อมาเราก็ได้แบบเตาที่พวกเราคิดขึ้นกันเอง
สิ่งที่พวกเราดำเนินการกันต่อไปคือ การนำเสนอผู้อำนวยการโรงเรียน
ซึ่งท่านผู้นี้จะสามารถตอบเราได้ว่าสิ่งที่เราคิดกันขึ้นมาสามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของโรงเรียนได้หรือไม่
ผลที่ออกมาก็คือ ท่านบอกว่า
การเริ่มต้นอะไรใหม่ๆแบบที่ยังไม่มีความรู้พื้นฐานดีย่อมก่อเกิดข้อผิดพลาดได้ง่ายและเสียเวลาไปเปล่า
แต่ท่านก็ได้แนะนำพวกเราเพิ่มเติมว่า เราน่าจะปรึกษาปราชญ์ชาวบ้าน
เพราะว่าปราชญ์ชาวบ้านจะเป็นคนมีความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นอย่างดี
ทำให้ทีมค่ายของเรามีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความต้องการของพวกเราที่จะรวมเตาทั้งสองแบบ
ซึ่งมีกระบวนการทำงานไม่แตกต่างกันมากให้กลายเป็นเตาหนึ่งเดียวกัน
โครงการของพวกเราทีมค่ายมีขึ้นในช่วงวันที่30-5 มิถุนายน
สิ่งที่พวกเราทีมค่ายคิดว่าเป็นความท้าทายมากที่สุดคือ
เรื่องการบริหารจัดการเงิน ซึ่งงบประมาณเพียง 50,000 บาท
แต่ต้องแบ่งใช้จ่ายเป็นค่าโรงเรือนและค่าเตาเผาถ่านที่พวกเราจะร่วมกันสร้างขึ้น,
เวลา เพียงแค่ 7 วันสำหรับดำเนินการ ตลอดจนทรัพยากรมนุษย์ที่มีเพียงแค่ 20
กว่าคน และมีผู้หญิงจำนวนมากในการทำงานก่อสร้าง เหล่านี้ทำให้พวกเรารู้ว่า จำนวนคนไม่ได้เป็นอุปสรรคกับการทำงานเลย
อย่างไรก็ตาม
การมาลงค่ายของพวกเราในครั้งนี้
นอกจากพวกเราจะร่วมกันสร้างเตาเผาถ่านเอนกประสงค์และโรงเรือนที่เหมาะสมแล้ว
สิ่งที่พวกเราทั้งสองมหาวิทยาลัยตั้งใจทำอีกอย่างหนึ่งคือ
การสร้างแหล่งเรียนรู้ในชุมชน
เพื่อให้ชาวบ้านและเด็กนักเรียนที่นี่ได้รู้จักใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เราสร้างขึ้น
พวกเราจึงได้ร่วมกันจัดทำบอร์ดแห่งการเรียนรู้ขึ้นบริเวณโรงเรือนที่พวกเราร่วมกันสร้าง
เพื่อชาวบ้านหรือบุคคลจากที่อื่นที่จะมาศึกษาดูงานของโรงเรียนแห่งนี้
ได้เก็บเกี่ยวความรู้เรื่องการสร้างเตาเผาถ่านเอนกประสงค์
ที่ได้ทั้งถ่านผลไม้และน้ำส้มควันไม้ ได้เป็นอย่างดี
การทำโครงการในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
ล้วนเกิดจากการได้รับคำแนะนำจากปราชญ์ชาวบ้านที่มาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเยาวชนรุ่นใหม่อย่างพวกเรา
กอปรกับการร่วมแรงร่วมใจของพวกเราทั้งสองมหาวิทยาลัย
ซึ่งเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของพวกเราทีมค่ายทุกคนที่ได้ทำประโยชน์เพื่อสังคม
และได้นำเอาแนวพระราชดำรัสเศษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้กับชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
posted on 21 May 2008 14:08 by jingjing-zhen
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีโอกาสได้กลับไปสำรวจค่ายที่จะทำอีกครั้ง ซึ่งการมาครั้งแรกเราคิดว่าเป็นการมาเพื่อสร้างความคุ้นเคยซะมากกว่า เพราะมาในครั้งนั้น เรามาเพื่อมาดูว่าโรงเรียนเหมาะที่จะพัฒนาอะไรบ้าง ทำให้เราลืมเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ จนต้องย้อนกลับมาที่นี่อีกครั้ง ครั้งนี้ เรามาพร้อมกับการนำเสนอเตาเผาใหม่ที่เราคิดขึ้นเอง กับมาเอาข้อมูลอื่นๆเล็กน้อย
การนำเสนอเตาเผาในครั้งนี้ มันก็เหมือนกับการเอางานชิ้นหนึ่งมาขาย ขึ้นอยู่กับว่าเค้าจะซื้อหรือไม่ซื้อ พอเริ่มนำเสนอเตานี้ คนที่จะซื้อไอเดียเค้าก็ฟังดี แต่เนื่องจากเค้ามีรูปแบบที่อยู่ในใจอยู่แล้ว ซึ่งเตาตัวที่นำเสนอนี้เหมือนกับว่ามันเป็นเตาที่ไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิงซักเท่าไหร่ แต่มันเป็นเตาที่มาจากความคิดสร้างสรรค์ล้วนๆ ซึ่งคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเค้าก็ไม่ตัดสินใจที่จะใช้แบบเตาของเรา เพราะว่ามีเหตุผลอยู่ว่าเค้าไม่อยากทดลองสิ่งใหม่ ซึ่งมันเสียเวลา แต่เราคิดว่า ทำไมต้องทำตามแบบเดิมด้วย ถ้าเราจะเป็นคนบุกเบิกอะไรซักอย่างไม่ได้หรอ มันน่าจะภูมิใจกว่านี้เยอะนะเนี่ยะ
แต่ในที่สุดแล้ว เราลองเอากลับมานึกดูอีกครั้งหนึ่ง การที่เราประดิษฐ์อะไรให้เค้าซักอย่าง แต่ถ้ามันไม่ได้มาจากพื้นฐานความต้องการของเค้าจริงๆ เค้าคงไม่ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งก่อสร้างอันนี้ มันก็เหมือนการปลูกบ้าน ก็ต้องตามใจคนอยู่