การโดนเอาเปรียบของsupplier

posted on 10 Apr 2008 21:00 by jingjing-zhen

       วันนี้มีพี่มาใหม่คนหนึ่ง  ความจริงเค้าไม่ใช่คนใหม่หรอก  เพราะเค้าอยู่ที่นี่มาเกือบสามปีแล้ว  แต่เค้าย้ายมาช่วยงานตรงนี้ช่วงหนึ่ง  พี่เค้าเห็นเราว่างอยู่  เค้าก็เลยเรียกให้มาช่วยโทรตามsupplierให้  โดยให้โทรตามsupplier ให้มารับคืนสินค้าที่คลังที่บางบัวทอง  เราก็โทรตามไปเรื่อยๆ  บางรายก็ไม่อยากมารับสินค้าคืนเพราะเนื่องจากว่า  สินค้ามีน้อย  การที่เค้าต้องขับรถมาเอาสินค้าที่บางบัวทอง  มันก็เรียกได้ว่าเปลืองน้ำมัน  เค้าก็เลยไม่อยากรับสินค้า  เค้าอยากที่จะมารับรอบหน้า  (เพราะว่าเดือนนึงต้องไปรับสินค้าสองอาทิตย์ครั้งนึง)  เราก็เลยถามพี่เค้าว่าพี่คะ  ให้เค้ามารับรอบหน้าไม่ได้หรอคะ  พี่เค้าก็เลยบอกว่า  ไม่ได้หรอก  น้องรู้ป่าวว่า  ของสิบยี่สิบชิ้นก็จริงแต่ถ้าเกิดหลายๆเจ้า  มันก็ไม่มีที่เก็บหรอกนะน้องจ๋า  อืมมันก็จริง  แล้วพี่เค้าก็เลยบอกว่าน้องไม่ต้องซีเรียสหรอก  ถ้าเค้าไม่เข้ามาเก็บสินค้าก็บอกเค้าไปว่าเราไม่มีที่  ถ้าไม่มารับเราจะปรับเงิน  (เราคิดนะ โห โหดจริงๆเลย )  นอกจากนั้นที่ทำให้เราอึ้งเล็กน้อยก็คือ  พี่เค้าบอกว่า  ก็ช่วยไม่ได้ไม่รู้จะทำไง  ก็ตกลงกันไว้แบบนี้ยังไงยังไงก็ต้องมารับคืนสินค้า  เฮ้อ

       อีกเจ้านึงที่เราไม่รู้ซิ  บอกไม่ถูกลองดูก่อนละกัน  เรื่องมันมีอยู่ว่าระหว่างที่โทรตาม Supplier  รายหนึ่ง  ซึ่งรายนี้เค้าคงทำงานเอง  โดยไม่มี office  เพราะเค้าให้เบอร์โทรศัพท์มือถือเพียงเท่านั้นสำหรับโทรติดต่อ  เรื่องมันก็มีอยู่ว่า  เราโทรศัพท์ไป  แล้วเราก็เลยบอกว่า  เรียนคุณ...  ค่ะ  เค้าก็เลยบอกว่าพูดอยู่ครับ  เราก็เลยบอกว่าค่ะ  หนูโทรจากเซเว่นนะคะ  รบกวนสอบถามว่าบริษัท...  สามารถเข้าเก็บสินค้าคืนได้วันไหนคะ  คนที่รับสายอีกฝั่งนึงเค้าก็เลยพูดว่า  ไม่เก็บ  ไปเรียกบัญชีมาคุยกับผมก่อนดิ่  บริษัทของคุณยังไม่จ่ายเงินผม  ผมก็ยังไม่เก็บสินค้าคืน  แล้วก็บ่นอีกมากมาย  แบร่ๆๆๆๆ...   เราก็เลยบอกว่า  ค่ะ..  ค่ะ..  ค่ะ..  จนกว่าเค้าจะบ่นจบ  หลังจากเค้าโวยวายจนสะใจ(รึเปล่า)  เค้าก็เลยถามว่า  น้องเป็นใครเนี่ยะ  เราก็เลยตอบว่า  หนูเป็นนักศึกษาฝึกงานค่ะ  พี่เค้าก็เลยเหมือนรู้สึกว่า ผิดคนหรอ  จากนั้นเค้าก็บอกว่าเออ ดีแล้ว  จากนั้นเค้าก็เลยสอน  เหมือนเล่าให้ฟังมากกว่า  พี่เค้าก็เล่าว่า  เค้าเป็นสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือให้คนแต่งหนังสือที่เป็นผู้บริหารของเซเว่น  ซึ่งหนังสือที่เซเว่นสั่งพิมพ์น่ะมันเยอะมากๆ  เรียกได้ว่าแทบพิมพ์ไม่ทัน  (ตอนนี้พี่เค้าเริ่มใจดีแล้ว) เราก็เลยบอกว่า ค่ะ  เค้าก็เลยพยายามจะอธิบายวิธีการขายของของเค้ากับเซเว่นให้ฟัง  และเค้ายกตัวอย่างว่า  "น้องคิดดูนะ  พี่น่ะพิมพ์หนังสือให้เซเว่น  แล้วให้เซเว่นเอาหนังสือที่พี่พิมพ์ไปขายก่อน  จากนั้นพอขายหนังสือไม่หมดก็ให้พี่มาเอาหนังสือคืน  โดยที่ยังไม่ได้ให้เงินพี่ซักกะบาท  ลองคิดดูนะน้อง  สมมติพี่พิมพ์หนังสือให้เค้าหมื่นเล่ม  เค้าขายได้แปดพันเล่ม  ที่เหลือเค้าให้พี่มารับของคืนเนี่ยะนะ  น้องลองคิดดูว่ามันเป็นเงินเท่าไหร่  ไม่ได้เป็นหมื่นนะน้องเป็นแสนเลยแหละ"  เราก็เลยบอกว่าค่ะ  แล้วก็บอกเค้าว่า  เอาอย่างนี้ดีไหมคะเดี๋ยวหนูหาเบอร์แผนกบัญชีให้  แล้วพี่ติดต่อเองได้ไหม  เค้าก็เลยบอกว่าไม่เป็นไร  พี่มีเบอร์  ตอนหลังก็คุยกันได้ซักพักนึงเค้าก็ตกลงมารับสินค้าตามวันที่กำหนด  ก็โล่งไป

      จากที่ได้คุยกับ  Supplier  คนนี้  เราว่าก็น่าสงสารเค้านะ  เพราะคนค้าคนขาย  ใครๆก็อยากขายของแล้วขายได้เงิน  ไม่มีใครอยากขายของแล้วไม่อยากได้เงินหรอก  จริงไหม 

   

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

น่าเห็นใจจัง

#1 By mu_2548_15@hotmail.com (58.8.134.34) on 2008-04-12 09:55

อ่านเรื่องนี้ก็น่าสนใจนะครับ แต่อยากผมอยากจะให้โจทย์จิงว่า เราจะเขียนเรื่องนี้อย่างไรจากมุมมองที่รอบด้าน และไม่ด่วนตัดสินว่าใครผิดหรือถูกจากมุมมองของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง เพราะเราอาจจะเห็นภาพความจริงเพียงเสี้ยวเดียว ทำอย่างไรเราจะถ่ายทอดเรื่องนี้โดยไม่โยนให้เป็นความผิด ของใครคนใดคนหนึ่ง ถ้าจิงยังจำได้เรื่องทุกเรื่องจะโยงกันเป็นระบบ (System Thinking) ทำอย่างไรจึงจะมองเห็นโยงใยที่ซ่อนเร้นนั้น พยายามใช้แว่นหลายๆอันมองเรื่องราวที่เกิดขึ้น เช่น มองในมุมขององค์กรว่าเกิดอะไรขึ้นในองค์กร จึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ มองในมุมของฝ่ายบัญชีบ้าง ฝ่ายอื่นๆบ้าง เพื่อให้เกิดปัญญาที่ชัดแจ้งครับ

#2 By ตัวร้าย on 2008-04-17 01:12