ไปดูอวตารมา

posted on 16 Feb 2010 23:07 by jingjing-zhen

            เคยเดินออกจากโรงหนังแล้วรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ต้องบอกต่อ  หรือจะต้องพาที่บ้านไปดูให้ได้

 

                เลยได้ไปดูหนังเรื่องอวตาร (Avatar) มา  มีคำถามตามมาที่ว่า   เฮ่ย! นี่มันรวมทุกอย่างของความเป็นมนุษย์เลยนี่นา  มีรัก โลภ โกรธ หลง  ความเข้าใจเห็นอกเห็นใจ นานาจิตตัง

                ระหว่างทางกลับบ้านก็ยังอินอยู่  หนังเรื่องนี้มันกินใจเราตอนที่ว่า  ตัวเอกของเรื่องเข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตของชนเผ่านั้น  จนเวลาผ่านไปได้เรียนรู้กับสิ่งที่มีอยู่  การอยู่ร่วมกันและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันละกัน  รู้ว่าทุกอย่างต้องใช้ ใจแลกใจไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์ สิ่งของ 

                บางทีมันทำให้นึกถึงว่าบางครั้งเราก็กลายร่างเป็นหุ่นยนต์ได้เหมือนกันนะ  ก็เพราะว่า  เราก็จะทำอะไรโดยที่ไม่ใช้ใจ  เอาแต่อะไรก็ไม่รู้มาเป็นตัวเหตุปัจจัยวัดค่าและตัดสินทุกสิ่งทุกอย่าง   ตามความคิดของเรา  โดยที่เรายังไม่ได้สัมผัสกับมันเลย   

                พอดูจบแล้วมันก็ทำให้คิดว่า   จริงๆแล้วเราดำรงชีวิตอยู่เพื่ออะไรกัน 

                เราอยู่เพื่อค้นหาสิ่งที่เราต้องการ  หรืออยู่เพื่อทำในสิ่งที่คนอื่นสร้างขึ้นมาว่าเราต้องการ                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                 

ปลูกป่าที่ภูพาน V.1

posted on 04 May 2009 20:17 by jingjing-zhen

 ถ้าจะถามว่าตอนเด็กๆมีใครเคยไปเข้าค่ายบ้าง  รับรองว่าต้องเคยทุกคนนั่นแหละ  จริงไหม  มีทั้งค่ายลูกเสือ ยุวกาชาติ  แต่เดี๋ยวนี้ค่ายมีทุกประเภท  ไม่ว่าจะเป็นค่ายศิลปะ  ค่ายอบรมวิชาการ  ค่ายอบรมจริยธรรม ให้เลือกนับไม่ถ้วน  ยิ่งเด็กในเมืองอย่างกรุงเทพด้วยแล้ว  เด็กยิ่งมีโอกาสมากกว่าเด็กต่างจังหวัดเยอะ  (ว่าไหม)

  แต่ละค่ายก็มีการปลูกฝังเด็กในทางที่ดี  ในแบบที่แตกต่างกัน  ก็คือ  ถ้าค่ายที่ทำงานศิลปะก็จะเน้นให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์  ค่ายวิชาการก็จะเน้นเนื้อหาสาระความรู้  ให้เด็กเก่งในวิชานั้นๆ  โดยทุกที่มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ  อยากให้เด็กได้คุณลักษณะนั้นติดตัวตลอดไป  แต่จะทำอย่างไรดีล่ะ...

  มีคนบอกว่า  เด็กพอมาเข้าค่าย  สิ่งที่เค้าอยากได้คือ ความสนุกสนาน  (แล้วจะเอาอะไรมากกว่านี้ล่ะ)  การมาอยู่ค่ายร่วมกันอาจต้องมีการปรับความคิด  ทัศนคติการอยู่ร่วมกัน  เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ด้วยกันได้  การมาค่ายของเด็กเหมือนกับการเข้ามาอยู่อีกสังคมหนึ่ง  ถ้าสมมติว่าค่ายนั้นมีแต่เด็กที่อายุเท่ากัน (สมมตินะ)  เด็กในค่ายจะรู้สึกเหมือนว่า  ข้าพูดภาษาเดียวกับเอ็ง  จะมีจินตนาการล้ำเลิศมาก  แต่ถ้าหากมีเรื่องใครโตกว่าใครเด็กกว่า (ความอาวุโสเกิดขึ้น)  เด็กที่อายุน้อยกว่า  เวลาออกความคิดจะถูกคนที่โตกว่าบอกว่า "อะไรมั่วเลย ไม่ใช่หรอก  มันต้องแบบนี้"  "เงียบไปเลย ไม่รู้เรื่อง"  #$&*+#@  ลองมองดูดิ่ เด็กมันทะเลาะกัน เหมือนผู้ใหญ่ไม่มีผิด  หรือว่า  "มันเป็นการเลียนแบบผู้ใหญ่โดยไม่รู้ตัว"

  ครั้งนี้เป็นค่ายปลูกป่า  รักษาแหล่งน้ำ  มีวิทยากรรับเชิญคือพ่อเล็ก กุดวงศ์แก้ว  ที่มาเล่านิทานให้ฟัง  เป็นนิทานที่อาจทำให้เราอาจต้องมองการศึกษาใหม่  จากการศึกษาเดิมที่สอนให้เราเป็นพวกบ้าวัตถุนิยม  ให้ยกย่องเงิน  ให้มีเงินเยอะๆ  แล้วเอาเงินไปซื้อนู่นซื้อนี่  ให้กลายเป็นพวกบริโภคนิยม  สอนให้เราเห็นแก่ตัว  เอาชนะคนรอบข้าง  แล้วสุดท้ายใครให้คำตอบได้บ้างว่าเพื่ออะไร

  มีเรื่องเล่าว่าชาวอีสาน  นิยมผูกเสี่ยวกับต้นไม้  ก็คือว่าเหมือนเป็นการผูกกับต้นไม้ต้นหนึ่งให้ต้นไม้ต้นนั้นเป็นเหมือนกับเพื่อนแท้ของเราตลอดไป  จนกว่าจะตายจากกันไป  ก็ดีเหมือนกันเนอะ  รู้สึกดี  เป็นเหมือนการให้ความสำคัญกับต้นไม้ของเรา  ให้เราไม่รู้สึกอยากทำลายมัน  สร้างสำนึกการหวงแหน  ถ้าคนไทยทุกคนผูกเสี่ยวกับต้นไม้คนละต้นคงดีเนอะ